แปลเพลง us - keshi ความหมายเพลง

แปลเพลง "us" ของศิลปินหนุ่มแนวลานตาโลไฟอาร์แอนด์บี (Lo-Fi R&B) ขวัญใจคนเหงาอย่าง keshi เป็นบทเพลงที่เต็มไปด้วยความหม่นหมองและความเปราะบางในความสัมพันธ์ เนื้อหาบอกเล่าถึงความรู้สึกของคนสองคนที่ตระหนักได้ว่าสิ่งที่ร่วมกันสร้างมาอย่างยาวนานกำลังพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา (crashing down) โดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว มันคือช่วงเวลาที่ความเงียบงันเข้ามาแทนที่เสียงหัวเราะ และเริ่มมีเสียงเตือนของความร้าวฉานดังขึ้นมาในใจ

นอกจากนี้ เพลงยังสะท้อนถึงปัญหายอดฮิตของหลายๆ คู่รัก ที่ในบางครั้งมักจะปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งและใส่ใจกับสิ่งรอบข้างที่ไม่ได้มีความสำคัญต่อชีวิตคู่มากขนาดนั้น (things that don't matter) รวมถึงการสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องตัวเองมากจนเกินไป (too guarded) เพราะเคยเจ็บปวดจากอดีตจนกลายเป็นความหวาดระแวง เพลงนี้จึงเป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความคิดวนเวียนอยู่กับการตั้งคำถามว่าควรจะสู้ต่อหรือควรจะปล่อยมือจากกันไปในท้ายที่สุด

แปลเพลง us โดย keshi

Tell me now
บอกฉันทีในตอนนี้
Is that the sound
นั่นคือเสียงของอะไรกัน
Of all that we were building
ใช่เสียงของสิ่งที่เราสองคนร่วมกันสร้างมา
Crashing down
ที่กำลังพังทลายลงมา
All around us
อยู่รอบๆ ตัวเราสองคน
And we never saw it coming
โดยที่พวกเราไม่เคยคาดคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้น

Maybe we never make it through
บางทีพวกเราอาจจะไม่มีวันผ่านพ้นมันไปได้
Say that you give another you
หากเธอบอกว่าเธอจะยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อฉัน
Well I won't take it
ฉันก็คงจะไม่ยอมรับมันเอาไว้หรอกนะ
Or maybe I will
หรือบางทีฉันอาจจะยอมรับมันก็ได้
'Cause you never know until you do
เพราะคนเราไม่มีวันรู้หรอกจนกว่าจะได้ลองทำมันดูจริงๆ
If I had to guess I think it's you
ถ้าหากต้องให้ฉันเดา ฉันคิดว่าคนๆ นั้นคงเป็นเธอ
So if I fake it
ดังนั้นถ้าหากฉันแกล้งทำเป็นฝืนหลอกตัวเองต่อไป
Would it be true
มันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ไหม

Maybe we've been
บางทีพวกเราอาจจะ
A little too caught up
มัวแต่ไปยึดติดและหมกมุ่นมากจนเกินไป
In things that don't matter
กับสิ่งต่างๆ ที่มันไม่มีความสำคัญเลย
As much as we thought
มากเท่ากับที่เราเคยหลงคิดไว้
Maybe we've been
บางทีพวกเราอาจจะ
A little too guarded
สร้างกำแพงและระมัดระวังตัวมากจนเกินไป
From things that have hurt us
จากสิ่งต่างๆ ที่เคยสร้างบาดแผลและทำร้ายเรา
A bit more than we thought
ซึ่งมันเจ็บปวดมากกว่าที่เราเคยคิดเอาไว้เสียอีก

Nothing more
มันไม่มีอะไรมากไปกว่า
Than love and war
เรื่องของความรักและสงคราม
But no one knows the difference
แต่กลับไม่มีใครเลยที่รู้ถึงความแตกต่างของมัน
All or none
จะเลือกทั้งหมดหรือยอมไม่เหลืออะไรเลย
Call to tell me that
โทรศัพท์มาเพื่อบอกกับฉันว่า
I'm not the one you wanted
ฉันไม่ใช่คนคนนั้นที่เธอต้องการอีกต่อไปแล้ว

Maybe we never make it through
บางทีพวกเราอาจจะไม่มีวันผ่านพ้นมันไปได้
Say that you give another you
หากเธอบอกว่าเธอจะยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อฉัน
Well I won't take it
ฉันก็คงจะไม่ยอมรับมันเอาไว้หรอกนะ
Maybe I will
หรือบางทีฉันอาจจะยอมรับมันก็ได้
'Cause you never know until you do
เพราะคนเราไม่มีวันรู้หรอกจนกว่าจะได้ลองทำมันดูจริงๆ
If I had to guess I think it's you
ถ้าหากต้องให้ฉันเดา ฉันคิดว่าคนๆ นั้นคงเป็นเธอ
So if I fake it
ดังนั้นถ้าหากฉันแกล้งทำเป็นฝืนหลอกตัวเองต่อไป
Would it be true
มันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ไหม

Maybe we've been
บางทีพวกเราอาจจะ
A little too caught up
มัวแต่ไปยึดติดและหมกมุ่นมากจนเกินไป
In things that don't matter
กับสิ่งต่างๆ ที่มันไม่มีความสำคัญเลย
As much as we thought
มากเท่ากับที่เราเคยหลงคิดไว้
Maybe we've been
บางทีพวกเราอาจจะ
A little too guarded
สร้างกำแพงและระมัดระวังตัวมากจนเกินไป
From things that have hurt us
จากสิ่งต่างๆ ที่เคยสร้างบาดแผลและทำร้ายเรา
A bit more than we thought
ซึ่งมันเจ็บปวดมากกว่าที่เราเคยคิดเอาไว้เสียอีก

Ups and downs
ชีวิตที่มีทั้งขึ้นและลง มีทั้งสุขและทุกข์ปนกันไป
Going steady when you're not around
แต่มันกลับดูคงที่และเรียบเฉยในยามที่ไม่มีเธออยู่ข้างๆ
Go figure
ลองคิดดูเอาเองแล้วกันนะ
Tell me now
บอกฉันทีในตอนนี้
Is that the sound of us?
นั่นคือเสียงแห่งความล่มสลายของเราสองคนใช่ไหม?

สรุปเนื้อหาเพลง us keshi

สรุปเนื้อหาโดยรวมของเพลง "us" คือการสะท้อนถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความสัมพันธ์ที่กำลังจะมาถึงจุดจบ เป็นการยอมรับความจริงอันขมขื่นของคนสองคนที่เคยรักกันมาก แต่กลับปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ และความกลัวที่จะเจ็บปวดกลายมาเป็นกำแพงขวางกั้นระหว่างกัน บทเพลงนี้ไม่มีการก่นด่าหรือใช้อารมณ์รุนแรง แต่เต็มไปด้วยความนิ่งงันและเสียงถอนหายใจของคนที่รู้ดีว่าความพยายามที่จะยื้อหรือฝืนหลอกตัวเองต่อไป (fakeมัน) ก็ไม่สามารถซ่อมแซมรอยร้าวที่เกิดขึ้นได้อีกแล้ว

ในท้ายที่สุด คำถามที่ว่า "Is that the sound of us?" จึงเป็นบทสรุปอันแสนเศร้าและเจ็บปวดที่ชี้ให้เห็นว่าเสียงสุดท้ายของความสัมพันธ์นี้ ไม่ใช่เสียงของการทะเลาะเบาะแว้งอันดังลั่น แต่เป็นเสียงของการพังทลายลงอย่างเงียบเชียบของคำว่า "เรา" เพลงนี้จึงตอบโจทย์และเข้าถึงอารมณ์ของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวและการจากลาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เป็นอย่างดี